2005/Apr/08

วันนี้พยายามควานหาเครื่องสแกนเจ้ากรรมที่หายไปของกระผม ไม่รู้ว่ามันรอดสายตาผมไปได้ยังไงเครื่องออกจะใหญ่ปานนั้น ไปไปมามาแทนที่จะได้ลองอัพรูปลงในบล็อกแบบชาวบ้านชาวช่องเค้าทำกันบ้าง กลับกลายเป็นว่าต้องมานั่งกลุ้มต่อว่าเราเอาสแกนเนอร์ไปวางไว้ไหน

ด้วยสาเหตุดังกล่าวข้าพเจ้าจึงไม่มีอะไรจะโชวแม้แต่น้อยนิด เพราะงั้นขอพึ่งใบบุญแฟลชเรื่องโปรดของข้าพเจ้าเป็นรอบที่2ก็แล้วกัลล์ แฟลชชิ้นนี้ถึงจะไม่ได้มีความนัยหรือพลังซ่อนอยู่ในเนื้อหาแต่เรื่องความฮานั้นรับประกัน(สำหรับคนที่ไม่เคยดูลอร์ดออฟเดอร์ริง อาจมีผลเหมือนใส่การ์ดเรดริกลงเครื่องป้องกัน ลดความฮาลง25%โดยประมาณ (ไม่รู้อีกล่ะสิว่าการ์ดเรดริกคืออะไร เฮ้อ ช่างมันเต๊อะ)แนะนำว่าไปเช่ามาดูดีกว่านะไม่งั้นจะหาว่ากระผมปล่อยแป๊กอีก ใครเคยดูแล้วก็ขออภัยด้วยขอรับที่ทำให้เสียเวลาทำมาหากิน) แฟลชที่ผมยกมาให้ดูคราวนี้ฝีมือคนทำและเสียงพากย์ของเขานั้นเฉียบขาดราวมืออาชีพจริงๆ (น่าอิจฉาชะมัด)

http://www.newgrounds.com/portal/view.php?id=155304(One ring to rule them all 1)

http://www.newgrounds.com/portal/view.php?id=88286(One ring to rule them all 2)

http://www.newgrounds.com/portal/view.php?id=204176 (One ring to rule them all 3)

เอาหละสำหรับผู้ที่ไม่เคยดูเลยงั้นผมจะแถมช็อตจริงๆจากหนังให้ดูสักเล็กน้อยก็แล้วกันนะขะรับ เพื่ออรรถรสในการชมแฟลช3ชิ้นก่อนหน้านี้ เผื่อจะเข้าใจเนื้อเรื่องขึ้นมาบ้าง (หึ ๆ ๆ ๆ) http://www.newgrounds.com/portal/view/208318

ตอนนี้ก็ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ล่ะครับ(คงจะดีใจล่ะซี่ที่กระผ้มไม่ได้จ้อแหลกจนน่ารำคาญแบบคราวที่แล้ว)

2005/Apr/07

ช่วงนี้กะลังเซ็งอย่างร้ายกาจเพราะน้องคนรอง(ที่โกรธจนไม่ได้พูดกันมา1ปีเต็มๆกะเศษอีกนิดหน่อย) กำลังจะเลือกคณะเรียนต่อในมหาลัย ซึ่งแน่น้อนว่าที่ผมอารมณ์เสียนี่ไม่ใช่เพราะเจ้าน้องละ-เอว กำลังจะได้ไปเรียนที่ใหม่หรอก แต่เป็นเพราะพ่อของกระผมนั่นแหละ ความทรงจำอันขมขื่นเลยพลุ่มพล่านออกมา

ยังจำได้เลยว่าตอนผมเลือกคณะเข้ามหาลัยใหม่ๆตอนนั้น ท่านพ่อพร่ำพูดเสมอว่า คณะนี้ดีอย่างงู้นนะคณะนี้ดีอย่างงี้นะ (เน้น ComScience Engineer Law ส่วนคณะอื่นไม่พูดอื่นเลย) แล้วทีนี่ตอนให้ผมเลือก ก็พูดว่า "พ่อไม่บังคับลูกหรอกนะว่าลูกจะเลือกอะไร เพราะมันเป็นสิทธิ์ของลูก เอาล่ะ เลือกเลยลูก มี ComScience Engineer Law นี่แหละ(ไม่ได้บังคับเลยเนาะ แต่มีให้เลือกอยู่3คณะนี่แหละ)" ตอนผมบอกว่าจะขอย้ายคณะนี่ท่านพ่อก็ทำหน้าไม่พอใจอย่างรุนแรงแล้วก็พูดย้ำแล้วย้ำอีกหลายต่อหลายหนว่า จะออกทำไม เข้าคณะใหม่แล้วจะทำงานอะไร (โถ ถ้าโลกนี้มีแต่โปรแกรมเมอร์ วิศวกร และทนายล่ะก็ ป่านนี้ เราคงนั่งกัดฮาร์ดไดรฟกินแทนข้าวไปแล้ว) ผมยอมรับนะครับว่าคณะที่ท่านพ่อพูดถึงเนี้ยมันจบมาแล้วเงินดีจริง แต่ พอผมได้เข้าไปเรียนรู้อยู่ระยะหนึ่ง ผมก็เริ่มสังเกตว่า ไม่ว่างานไหนๆที่เราทำอยู่เนี้ย ถ้าเราไม่ได้มีพรสวรรค์และรักในตัวงานแล้วล่ะก็ เรียนไป10ปี เราก็ทำได้แต่ไอที่เขาสอนมาแหละครับทั่น เพราะเราไม่ได้ชอบสิ่งเหล่านั้นอย่างจริงจัง การที่เราจะสามารถใช้เวลาร่วมกับมันนานๆย่อมเป็นไปไม่ได้อันนี้ทุกคนคงจะนึกออกนะครับว่า การที่คุณต้องนั่งทำอะไรที่คุณไม่ชอบเป็นเวลานานๆเนี้ย มันเหมือนกับจะตกนรกทั้งเป็น (สิ่งที่ผมไม่ชอบเมื่อจบไปแล้วก็คือต้องมานั่งทำงานอยู่หน้าคอมเนี้ยแหละ ไม่ว่าจะเขียนโปรแกรมหรือทำบัญชีอย่าได้พูดถึง เกลียดเข้าไส้)

ทีนี้ก็เรื่องพรสวรรค์ล่ะ พูดตามตรงว่าผมก็ไม่ได้เกลียดโปรแกรมมิ่งอะไรมากมายนักหรอกครับ (แต่เกลียดมากๆเลยแหละ) แต่พอผมผ่านงานไปได้ซักระยะ ผมก็เริ่มสังเกตแล้วว่า พรสวรรค์ของผมทางด้านนี้มีอยู่อย่างจำกัด ผมสามารถเขียนโปรแกรมแล้วมีความสุขกับการเขียนไปได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น พอเรียนๆไปแล้วมันก็กลายเป็นเรื่องเครียดจนหัวแทบระเบิดได้ยังไงก็ไม่รู้ ส่วนการวาดรูปนั้น ผมชอบเป็นชีวิตจิตใจ จนพูดได้เลยว่า นั่งวาดทั้งวันก็ยังได้ ส่วนพรสวรรค์ด้านนี้ขอไม่กล่าวถึงล่ะกัน(ไม่งั้นจะกลายเป็นพวกขี้คุยไปซะงั้น) ฝีมือผมก็พอถูไถ ลื่นไหลผ่านสายตาคนตรวจสคริปไปได้ แต่ที่สำคัญที่สุด ผมชอบวาดรูป ในเมื่อได้ย้ายคณะแล้ว ใครก็ขวางกระผ้มไม่ได้หละงานนี้

กลับเข้าเรื่อง ตอนที่น้องกำลังนั่งเลือกอยู่พ่อผมก็เริ่มSpoilทันที พอแม่บอกชื่อคณะที่มีสิทธิ์เลือกได้ทีละคณะ ผ่านCom art visual ท่านพ่อก็พูดตัดขึ้นมาทันทีเลยว่า มาร์ค(ชื่อน้องแสน ลอ สระ เอว ของผม)มันไม่ชอบหรอกวาดรูปอะไรเนี้ยพลิกไปดูที่รัฐศาสตร์ดีกว่าเอาล่ะสิ ไม้เดิมอีกแล้วพ่อเรา ตอนกระผมเลือกก็ประมาณนี้แหละ เมฆ มันทำคอมได้ให้ไปเรียนคมดีกว่า แหม เอาอะไรมาพูดเนี้ย ที่ท่านพ่อคิดอย่างนี้ก็เพราะผมเป็นคนแรกในบ้านที่ใช้คอมได้หรอก โธ่ถัง ในที่สุดเราก็โดนจับยัดเข้าScience (ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว) ส่วนของน้องผมนี้ผมว่ามันก็อยกาเข้าวาดรูปแบบผมเนี้ยแหละ เพราะวันนี้ก็ไปเจอสมุดวาดรูปของมันเข้า เลยแอบดู แต่ก็นั่นแหละทั่นผู้ชม น้องผมก็คงจะโดนเสียงพรายกระซิบอัดเข้าไปที สองทีเลยไม่กล้าค้านอะไร เหมือนกับผมในตอนเลือกคณะ (ซวยไปไอ้มาร์ค)

ดูๆไปแล้วนี่คณะที่ท่านพ่อพูดมีแต่ของที่ท่านพ่ออยากเรียนทั้งนั้น เลยไม่รู้ว่าใครกำลังจะเข้ามหาลัยกันแน่ แต่เรื่องมันจบไปแล้วก็ให้มันแคล้วกันไป ผมเคารพความคิดของผู้อื่นเสมอตราบใดที่ความคิดเหล่านั้นยังไม่ได้มาก้าวก่ายเสรีภาพของกระผม อันนี้ผมสติขาดผึ่งทุกทีเวลาผมเสนอแนวคิดอะไรแล้วอีกฝ่ายทำได้แค่ดูถูกความคิดของผมบอกว่ามันไม่ดีตั้งแต่ต้นจนปลายมีแต่ข้อเสีย ถ้าจะให้ดีต้องคิดแบบเขาดีกว่า อะไรประมาณเนี้ย (จากเท่าที่ผ่านมาคนประเภทนี้จะเป็นพวกชอบเอาชนะ ซึ่ง100ทั้งร้อย คุยกับพวกเขาไม่ได้นานหรอกครับ เพราะเราจะไม่ได้พูดอะไรเลย นั่งฟังเขาพูดอย่างเดียว ออ นี่ไม่ใช่เรื่องพ่อผมแล้วนานี่เรื่องทั้วๆไปอย่าเอามายำกัน)

วันนี้ก็คงจะพอเท่านี้ก่อนหละขะรับ เอาไว้ส่งต้นฉบับไปแล้วมีเรื่องมันๆจะกลับมาเล่าให้ฟัง ช่วงนี้ไม่มีเหตุการณ์อะไรเลยแฮะเพราะกลัวระเบิดซะจนอยู่แต่ในบ้าน ใครไปเที่ยวสงกราน์ช่วงนี้ก็ระวังตัวเอาไว้เป็นดีเน้อ บ๊ะ บาย

2005/Apr/02

วันนี้ก็ม่ะรุจะอัพอะไรอีกเช่นเคย เพราะไม่มีสิ่งมหัศจรรย์ใดๆเกิดขึ้นช่วงนี้แต่ถ้าเราม่ะอัพล่ะก็เสียงโวยก็จะตามมา เราจึงต้องอัพอย่างต่อเนื่องด้วยเหตุฉะนี้แล

คราวนี้เอาเรื่องที่ผ่านไปเมื่อนานมาแล้วบ้างดีกว่า ประมาณหลังจากเหตุการณ์สึนามิได้ไม่นานนัก นั่นเป็นข่าวที่น่าตกใจและเศร้าสลดจริงๆ ขอแสดงความเสียใจกับทุกท่านด้วย แต่ไม่ต้องห่วง เรื่องที่ผมจะเล่า ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สึนามิเลย(คิดว่านะ)

ตอนนั้นหลังเพิ่งเรียนเสร็จ กะลังมึนเมาได้ที่เลย ผมก็เดินไปตามทางซอยข้างๆมหาลัยพร้อมๆกับเพื่อนผม ซึ่งผมจำได้ว่ามีเจ้เบลคนนึงล่ะส่วนอีกคนนี้คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นเจ้าต้น(คนที่คุณก็รู้ว่าเป็นใครในTopicเมื่อนานมาแล้ว) อย่าถือสาผมเลยตอนนั้นกะลังเบลออย่างหนักเลยจำม่ะค่อยได้ว่าใครอยู่รอบข้างบ้าง แต่ที่แน่ๆคือระหว่างที่กำลังเดินไปอยู่นั้น ผมก็เหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยชาวไทยและเทศประมาณ6-7คนกำลังช่วงกันตั้งป้ายแจกใบอะไรซักอย่างอยู่ ในหัวผมก็เริ่มมีประกายความคิดอะไรบางอย่างเกิดขึ้น "แย่ล่ะสินี่เราหลุดเข้ามาในเขตค่ายกลโดยไม่รู้ตัวหรือเนี้ย ก่อนหน้านี้ก็พยายามเดินเลี่ยงไอพวกตั้งค่ายกลดรรชนีเอกสุริยันแจกใบปลิวมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ครั้งนี้มันฉลาดมาก มาตั้งอยู่ตรงทางบังคับให้เดินผ่าน งานนี้เห็นทีเราจะต้อง..." ยังไม่ทันที่จะคิดเสร็จ ผมก็โดนมันสับเสียก่อน เมื่อมีชายชาวไทยใส่แว่นหน้าตาอิ่มบุญเดินผละจากซุ้มเข้ามาทักทายพวกเรา (ด้วยความที่ไอเจ้าพวกหน้าอิ่มบุญแบบเนี้ยมันเป็นพิมพ์เดียวกันกับ หน้าของ เจ้าพวกที่ชอบหลอกคนไปขายเวียดนามมานักต่อนักแล้ว พวกผมจึงระวังตัวแจ) "สวัสดีครับน้อง พอจะมีเวลาว่างบ้างหรือเปล่าครับ ขอเวลาไม่เกิน2นาทีครับ" เมื่อเจอประโยคเด็ดแบบนี้พวกผมก็เสร็จไปตามระเบียบ

พวกน้องคงจะได้ฟังข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางภาคใต้ของบ้านเรามาบ้างแล้วนะครับ รู้ไหมครับว่านี้แหละเป็นสัญญาณที่ต้องการจะสื่ออะไรบางอย่างให้พวกเรารับรู้(เอาล่ะสิ ฟังแค่นี้ก็รู้แล้วว่าหมอนี้ไม่ธรรมดา เอ่อ ไม่ปรกติ ผมไม่ได้ว่าเขาในแง่ลบนาแค่คิดว่าเขามีความคิดที่พิเศษเท่านั้นเอง)น้องทราบไหมครับ พระผู้เป็นเจ้ามีอยู่จริง พระองค์น่ะรู้คาวมเป็นไปของโลกเราทุกวันนี้ และทีนี่น้องอาจจะถามว่า ตอนเกิดเหตุ พระผู้เป็นเจ้าหายไปไหนทำไมไม่มาช่วย ตรงนี้แหละครับน้อง ที่มันเป็นสัญญาณบอกเหตุอะไรบางอย่างแก่พวกเรา เหตุการณ์ที่ภาคใต้ เป็นแค่จุดเล็กๆเท่านั้นๆนะครับ เล็กมากทีเดียว เมื่อเทียบกับสิ่งที่กำลังจะเกิดต่อไปนี้ พวกเรากำลังจะถูกพิพากษาครับ(ตรงนี้ขอให้ผู้อ่านทุกท่านจินตนาการว่าผู้พูดกำลังทำสีหน้าจริงจัง จนชวนขนหัวลุก) อีกไม่นานเราทุกคนจะโดนพิพากษา ความตายเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้นนะครับ แต่พี่ขอให้พวกน้องรู้ไว้.อย่างนึงนะครับ พระผู้เป็นเจ้ารักพวกน้องทุกคนนะครับ พี่บอกได้เลยว่าพี่ไม่ได้เป็นคริสมาตั้งแต่กำเนิด แต่มีบางอย่างที่ทำให้พี่เปลี่ยนไปอันนี้พี่บอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร แต่น้องสามารถมาค้นหาความจริงกับพวกเราได้นะครับ พวกเราอยู่ที่....(อันนี้บอกไม่ได้เด้วจะหาว่าผมสปอย)

และก่อนที่พวกผมจะผละออกมา พี่เค้าก็บอกว่า"อย่าลืมนะครับน้องพระเจ้ารักพวกน้องทุกคนนะครับ" ตลอดการสนทนานั้น สายตาของชายคนนี้จริงจังกับทุกคำพูดที่ออกจากปากของเขา ผมบอกได้อย่างเดียวเลยว่าชายคนนี้มีศรัทราอันแรงกล้าต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาเชื่อ เขาพยายามจะบอกกล่าวถึงความประทับใจและความรู้สึกที่เขามี ตรงนี้ผมเห็นด้วยกับทุกคำพูดที่พี่ชายคนนี้กล่าวนะครับ เพราะจากข่าวทุกวันนี้ทุกท่านคงจะสังเกตเห็นแล้วว่าหายนะที่มนุษย์พยากรณ์เอาไว้ว่าอีก10ปีถึงจะเกิดสึนามิอีกรอบ แต่กลายเป็นว่าภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปีมันกลับเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันขึ้นมาอีก โชคดีหน่อยที่คราวนี้เรามีการเตรียมพร้อมที่ดี

น่าเสียดายที่เนื่องจากผมเป็นชาวพุทธ หลักที่ผมยึดถืออยู่จึงกลายเป็นว่า อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์ใดๆก็คืดเรามีชีวิตอยู่อย่างจำกัดเราเกิดและก็ตายลงเสมือนวงกลมที่บรรจบครบรอบของมัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำได้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็คือ ใช้มันให้คุ้มค่าที่สุดทุกหยาดหยดของช่วงเวลา เพราะความตายไม่เคยบอกถึงวันเวลาที่มันจะมา

(ปล. เรื่องคราวนี้ออกเครียดอีกแล้ว ก็มันนึกเรื่องอื่นม่ะออกนี่นา ก่อนจะจบขอฝากข้อความเล็กน้อย (ถึงเบล)-เราคอมเม้นต์ลงไดอารี่ของเจ้ไม่ได้อ่ะนะม่ะรุทำไม มันขึ้นError เอาเป็นว่า เจ้รู้ไว้ก็แล้วกันนะว่าเราเข้าไปอ่านอยู่แล้ว)